กระทรวงพาณิชย์ จัดอบรมเครือข่ายอาสาพาณิชย์ ทั่วประเทศ กว่า 500 คน เพื่อเป็นเครือข่ายภาคประชาชนในการทำงานและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่กระทรวง ในการควบคุมและตรวจสอบราคาสินค้าให้เป็นธรรม
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
กระทรวงพาณิชย์ เปิดประชุมสมัชชาสร้างเครือข่ายประชาชนตั้งอาสาพาณิชย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่เพชรบุรี

เมื่อเวลา 15.30 น.วันนี้ (29 ก.ย.) ที่ห้องประชุม โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท รีเจ้นท์ บีช ชะอำ จ.เพชรบุรี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาอาสาพาณิชย์ และมอบธงแก่อาสาพาณิชย์ 4 ภาค โดยเครือข่ายอาสาพาณิชย์ อาสาธงฟ้า อาสาพิทักษ์ภูมิปัญญาไทย พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และผู้แทนกรมต่างๆ พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง กว่า 500 คน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมสมัชชาอาสาพาณิชย์ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 เรื่อง คือ หนึ่ง เพื่อพัฒนาศักยภาพของ อสพ.ให้มีความรู้ ความเข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ของการเป็นตัวแทนภาคประชาชนของกระทรวงพาณิชย์ สามารถปฏิบัติงานเชื่อมโยงกับประชาชนในพื้นที่ สื่อสารและประสารงานกับทุกภาคส่วนได้ชัดเจน ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ สอง เพื่อสร้าง พัฒนาความสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง อสพ.ทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งระหว่างข้าราชการกับ อสพ.ด้วย ทั้งนี้ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์มีเครือข่ายภาคประชาชนจาก 3 หน่วยงานรวมทั้งสิ้นกว่า 6,000 คน
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลปากท้องของประชาชน ตั้งแต่ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้ส่งออก ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วประเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เรียกกันว่า “อาสาพาณิชย์” หรือ อสพ.โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยการจัดประชุมครั้งนี้อาสาพาณิชย์ จะได้นำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาศักยภาพ เพิ่มความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และงานของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนเทคนิควิธีการทำงานในการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับประชาชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัว อาทิ การประกันรายได้เกษตรกร การรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค การใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อว่า อสพ.จะเป็นกลไกสำคัญในการทำงานภายใต้นโยบาย พาณิชย์สร้างสรรค์ คนไทยเข้มแข็ง เพื่อความกินดีอยู่ดีของประเทศ
วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553
อบรมอาสาพาณิชย์ จังหวัดนครนายก
กระทรวงพาณิชย์จัดอบรมเสริมสร้างความรู้ ในการเผยแพร่ข่าวสารด้านการพาณิชย์ให้กับอาสาพาณิชย์ทั่วประเทศ จัดที่โรงแรมราชพฤกษ์รีสอร์ท จังหวัดนครนายก ในงานได้รับเกียรติจาก นายบรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและมอบวุฒิบัตรให้กับอาสาพาณิชย์
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
เปิดศูนย์บริการประชาชนสำนักงานพาณิชย์พิษณุโลกให้นักเรียนจ่านกร้องเรียนรู้งานด้านพาณิชย์
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลกเปิดศูนย์บริการประชาชนด้านการพาณิชย์
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552
กล้วยตากบ้านเกาะคู
ประวัติความเป็นมากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนายประภาส สิงหลักษณ์ เป็นชาวอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันอายุ 63 ปี (พ.ศ. 2551) เป็นบุตรชายคนโตของ นายปั้นหยี (กำนันหยี) และนางกี่ สิงหลักษณ์ มีพี่น้อง รวม 8 คน เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 สมรสกับนางละเอียด สิงหลักษณ์ มีบุตรธิดารวม 4 คน ได้รับเลือกเป็นผู้ ใหญ่บ้าน และเป็นกำนันในสมัยต่อมา นายประภาสจึงทุ่ม เททั้งกำลังกาย กำลังใจ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ "กำนัน" ของ ตำบลบางกระทุ่ม จนมีผลงานโด่งดังในด้านการบริหาร และการพัฒนาชุมชน ผลงาน
1. บริหารงานของชุมชนที่รับผิดชอบได้ผลดีเยี่ยม จึงได้รับรางวัลกำนันดีเด่นของอำเภอบางกระทุ่มถึง 2 สมัย ติดต่อกัน
2. การส่งเสริมอาชีพการปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง ซึ่งบิดา ได้นำพันธุ์มาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ทดลองปลูกและได้ผลดี เยี่ยมในพื้นที่เกาะคู อำเภอบางกระทุ่ม จึงแจกจ่ายพันธุ์ กล้วยให้ชาวบางกระทุ่มปลูกจนทั่วถึง และได้กล้วยน้ำว้า ที่มีคุณภาพ นำมาผลิตอาหารพื้นเมือง "กล้วยตากเกาะคู" และ "กล้วยตากบางกระทุ่ม" ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป
2. การส่งเสริมอาชีพการปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง ซึ่งบิดา ได้นำพันธุ์มาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ทดลองปลูกและได้ผลดี เยี่ยมในพื้นที่เกาะคู อำเภอบางกระทุ่ม จึงแจกจ่ายพันธุ์ กล้วยให้ชาวบางกระทุ่มปลูกจนทั่วถึง และได้กล้วยน้ำว้า ที่มีคุณภาพ นำมาผลิตอาหารพื้นเมือง "กล้วยตากเกาะคู" และ "กล้วยตากบางกระทุ่ม" ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป
3. ได้รับรางวัลสิงห์ทอง ในฐานะผู้นำอาชีพก้าวหน้าระดับ จังหวัดพิษณุโลก
4. ได้รับยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ประ จำปี พ.ศ.2536
5. ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาชุม ชน จากสถาบันราชภัฏพิบูล-สงคราม จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.2537
6. ปรับปรุงการผลิตกล้วยตากให้ทันสมัย เน้นความสะอาด ถูก หลักอนามัย โดยใช้โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ในการตากกล้วย
กล้วยตากบางกระทุ่มเป็นที่รู้จักของพ่อค้ากล้วยตากในแถบภาคกลางมานานราว 25 ปี มีเกาะคูเป็นแหล่ปลูกกล้วยน้ำว้าพื้นถิ่นชื่อพันธุ์มะลิอ่องซึ่งนำมาผลิตกล้วยตากคุณภาพดี กล้วยพันธุ์มะลิอ่องมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะแก่การทำกล้วยตากคือ มีลูกกลมสั้น เปลือกบาง ผิวสวย เนื้อละเอียด หวานแบบธรรมชาติ ไส้สีขาว และไม่มีเมล็ด เกาะคูเป็นที่ราบ มีน้ำล้อมรอบ มีเนื้อที่ราว 200 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดังกล่าวเพื่อส่งไปขายยังนครสวรรค์ ช่องแค ตาคลี ลพบุรี และอยุธยา ส่วนกล้วยที่เหลือจะนำมาทำกล้วยตากแล้วส่งไปขายเช่นกัน ในระยะแรก ๆ กล้วยตากบางกระทุ่มยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของไทยได้นำเรื่องราวไปนำเสนอ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทุกวันนี้ที่ดินบริเวณเกาะคูเป็นของกำนันประภาส สิงหลักษณ์ ผู้ริเริ่มการตากกล้วยในตู้อบพลังแสงอาทิตย์
กล้วยน้ำหว้าพันธุ์มะลิอ่อง ลักษณะ กล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องมีลักษณะพิเศษ ดังนี้ ต้น มีลำต้นสูง 3.5 เมตร เส้น ผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร ก้านลำต้น ด้านนอกสีเขียวอ่อน มีประดำเล็กน้อย ดอก ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับ รูปไข่ค่อนข้างป้อมม้วนงอขึ้น ปลายม้วน ด้านบนมีสีแดงอมม่วง สีนวล ด้านล่าง สีแดงเข้ม ผล เครือหนึ่งมี 7-10 หวี ๆ หนึ่ง มี 10-16 ผล ผลมีเหลี่ยมเล็กน้อย ถ้าแก่ จัดค่อนข้างกลม ผลกว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 11-13 เซนติเมตร เปลือกบาง มีสีเหลืองนวล เนื้อ ขาว ไส้กลางมีสีขาว เนื้อนุ่ม มี รสหวานจัด ไม่มีเมล็ด ถิ่นที่อยู่ โครงการตามพระราชดำริ จัดตั้งโครงการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม บริเวณทุ่งทะเลแก้ว จังหวัดพิษณุโลก โดยคัดเลือก ต้นพันธุ์จากสวนกล้วยน้ำว้า พันธุ์มะลิอ่อง ของกำนัน ประภาส สิงหลักษณ์ บ้านเกาะคู ตำบลบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ความสัมพันธ์กับชุมชน ปัจจุบันเกษตรกรได้ขยายพื้นที่การปลูกกล้วยน้ำว้า พันธุ์มะลิอ่อง สำหรับอุตสาหกรรมกล้วยตาก ซึ่ง นอกจากจะดำเนินการในจังหวัดพิษณุโลกแล้ว ยัง ขยายพันธุ์ไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย เช่น พิจิตร สุโขทัย เชียงใหม่ เป็นต้น ความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถให้ผลผลิตได้เป็นจำนวนมากและนำ ไปทำกล้วยตาก จนเป็นอาชีพที่สำคัญอย่าง หนึ่งของชาวจังหวัดพิษณุโลก
กล้วยเป็นพืชที่อยู่คู่บ้านของคนไทยในอดีต เพราะทุกส่วนของกล้วยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ต้นกล้วยนำมาเป็นอาหารของหมู กาบกล้วยทำเชือก แกนในกล้วยนำมาทำแกงที่เรียกว่าแกงหยวก ใบกล้วยที่เรียกว่าใบตองนำมาทำประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ทำบายศรีใน พิธีกรรมต่างๆ จนถึงใช้ห่อของ ดอกกล้วยที่เรียกว่าหัวปลีนำมารับประทานทั้งสดๆ เช่น หั่น ซอย รับประทานกับขนมจีนน้ำพริก หั่นยาวๆรับประทานกับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย นำมาทำกับข้าว เช่น ต้มยำหัวปลี เป็นต้น ผลกล้วยให้คุณค่าทางอาหารทั้งผลดิบและผลสุก โดยเฉพาะ ผลสุกนำมาบดกับข้าวป้อนเด็ก กล้วยสามารถนำไปทำอาหารได้ทั้งคาวและหวานมากมาย ถ้ามีกล้วยสุก มากเกินไป ในอดีตชาวบ้านจึงมีวิธีถนอมอาหารประเภทกล้วยนี้ด้วยการปอกเปลือก นำไปตาก เก็บไว้รับประทานได้เป็นเวลานาน จังหวัดพิษณุโลก มีอำเภอหนึ่งคือ อำเภอบางกระทุ่ม ระยะทางอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๓๕ กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขาย สินค้าสำคัญที่มีชื่อเสียงและสร้างรายได้เป็นอย่างดี คือ กล้วยตาก ซึ่งมีรสหวาน กลิ่นหอม นุ่ม อร่อย ส่งไปขายทั่วประเทศ รวมทั้ง ต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ สหรัฐอเมริกาอีกด้วยในนามกล้วยตากบางกระทุ่ม จากที่ได้กล่าวแล้วว่ากล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่า มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยน้ำว้าซึ่งมี สารอาหารประเภท โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก น้ำ น้ำตาล และวิตามินซี ล้วนแล้วแต่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น ชาวอำเภอบางกระทุ่มจึงนิยมปลูกกล้วยน้ำว้า ได้มีการปรับปรุงพันธุ์จนเป็นที่นิยมปลูกกันมาก คือ กล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง มีคุณสมบัติ เป็นกล้วยพันธุ์ที่โตเร็ว มีความต้านทานโรคและแมลง ให้ผลมาก เนื้อละเอียด ไส้กล้วยอ่อนเป็น สีขาว มีความหวานสูง จึงเป็นกล้วยพันธุ์ที่ดีที่สุดสำหรับนำมาทำกล้วยตาก
คุณศิลาพร สิงหลักษณ์ บุตรสาวกำนันประพาส เป็นผู้ประสานงานกลุ่มเเละเจ้าหน้าที่การตลาด ทำกล้วยตากมาตั้งเเต่สมัยบรรพบุรุษโดยสมัยก่อนทำกล้วยตากโดยการตากเเดดโดยไม่มีตู้ ปัจจุบันมีตู้ตากพลังงานเเสงอาทิตย์ ที่กลุ่มเป็นกลุ่มที่ได้มาตรฐาน OTOP 5 ดาว เเละในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้รับรางวัลที่ 1 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามสยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้สินค้ายังได้รับความนิยมตจากกลุ่มลูกค้าเป็นอันมาก กำลังผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้สินค้ากล้วยตากกำนันประภาส ยังมีจำหน่ายในร้านซีพีออล ร้านก้านกล้วย
ติดต่อผลิตภัณฑ์ได้ที่
คุณศิลาพร สิงหลักษณ์ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร บ้านเกาะคู
137 หมู่ที่ 3 ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก
โทร.086-8329391
พาณิชย์จังหวัดพิษณุโลกประชุมหารือ เรื่องอนุมัติให้ปรับเพิ่มรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 อีกจำนวน 2.0 ล้านตัน
คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 อนุมัติให้ปรับเพิ่มรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 อีกจำนวน 2.0 ล้านตัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำนำข้าวเปลือกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 (ภาคใต้เดือน กรกฎาคม – กันยายน 2552 ) ซึ่งเป็นระยะเวลารับจำนำที่กำหนดไว้ได้ โดยจะไม่ขยายระยะเวลาสิ้นสุดการรับจำนำออกไปอีก และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกพิจารณาจัดสรรปริมาณการรับจำนำข้าวเปลือกให้แต่ละจังหวัดตามเกณฑ์ผลผลิตคงเหลือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อให้สามารถกระจายการรับจำนำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง รวมทั้งให้มีการกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด ทั้งข้าวที่โรงสีรับจำนำ และข้าวที่โรงสีต้องรับซื้อทางการค้าปกติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ การทุจริตการนำข้าวลักลอบ ข้าวเก่าหมุนเวียนเข้าร่วมโครงการ
กรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขาการ กขช. ขอเรียนว่า คณะอนุกรรมการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกได้ประชุม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 เพภื่อดำเนินการตามนัยมติ กขช. ดังกล่าว ละมีมติ ดังนี้
1. การสั่งสีแปรสภาพ เห็นชอบให้ อคส. และ อ.ต.ก. ปรับเปลี่ยนการสั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 จากเดิมที่กำหนดให้สั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ทุก 15 วัน ทุก 30 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของปริมาณข้าวเปลือกที่ได้รับจำนำ และส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังกลาง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สั่งสีแปรสภาพ
2. การจัดสรรปริมาณการรับจำนำ เห็นชอบให้จัดสรรปริมาณการรับจำนำตามแนวทางที่กำหนดไว้เดิม คือ ให้จังหวัดแหล่งผลิตในอัตราร้อยละ 70 (ปริมาณ 1,400,000 ตัน ) และโควตากลาง ร้อยละ 30 (ซึ่งรวมผลผลิตของภาคใต้ที่คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 199,000 ตัน ของปริมาณข้าวเปลือกที่ได้รับอนุมัติเพิ่มเติมอีก จำนวน 2 ล้านตัน ตามสัดส่วนปริมาณผลผลิตคงเหลือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 ) กรณีจำเป็นและจังหวัดร้องขอให้เพิ่มเติมให้ฝ่ายเลขานุการพิจารณาจัดสรรจากโควตากลาง โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประธานอนุกรรมการและมอบหมายให้คณะอนุ กขช. ระดับจังหวัด พิจารณาจัดสรรปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการกับ อคส. และ/หรือ อ.ต.ก. ตามปริมาณที่ได้รับจัดสรร โดยพิจารณาตามกำลังการผลิตของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการหรือตามที่เห็นสมควร
กรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขาการ กขช. ขอเรียนว่า คณะอนุกรรมการดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกได้ประชุม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 เพภื่อดำเนินการตามนัยมติ กขช. ดังกล่าว ละมีมติ ดังนี้
1. การสั่งสีแปรสภาพ เห็นชอบให้ อคส. และ อ.ต.ก. ปรับเปลี่ยนการสั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 จากเดิมที่กำหนดให้สั่งสีแปรสภาพข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ทุก 15 วัน ทุก 30 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของปริมาณข้าวเปลือกที่ได้รับจำนำ และส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังกลาง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สั่งสีแปรสภาพ
2. การจัดสรรปริมาณการรับจำนำ เห็นชอบให้จัดสรรปริมาณการรับจำนำตามแนวทางที่กำหนดไว้เดิม คือ ให้จังหวัดแหล่งผลิตในอัตราร้อยละ 70 (ปริมาณ 1,400,000 ตัน ) และโควตากลาง ร้อยละ 30 (ซึ่งรวมผลผลิตของภาคใต้ที่คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 199,000 ตัน ของปริมาณข้าวเปลือกที่ได้รับอนุมัติเพิ่มเติมอีก จำนวน 2 ล้านตัน ตามสัดส่วนปริมาณผลผลิตคงเหลือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 ) กรณีจำเป็นและจังหวัดร้องขอให้เพิ่มเติมให้ฝ่ายเลขานุการพิจารณาจัดสรรจากโควตากลาง โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประธานอนุกรรมการและมอบหมายให้คณะอนุ กขช. ระดับจังหวัด พิจารณาจัดสรรปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 ให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการกับ อคส. และ/หรือ อ.ต.ก. ตามปริมาณที่ได้รับจัดสรร โดยพิจารณาตามกำลังการผลิตของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการหรือตามที่เห็นสมควร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)