วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

พาณิชย์หวังมาตรการเสริมสภาพคล่องได้ผลเอกชนจับมือ 3 สถาบันการเงิน ลงนาม MOU

พาณิชย์ดันมาตรการส่งเสริมการส่งออกเร่งด่วนเห็นผล จับมือภาค 23 สมาคมลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันการเงิน 3 แห่งของรัฐ EXIM Bank, SME Bank และ บสย. ช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออกให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 52 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ) และอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก (นายราเชนทร์ พจนสุนทร) ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน 23 สมาคมกับสถาบันการเงิน 3 แห่งของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ณ ห้องประชุมชั้น 12 อาคารกรมส่งเสริมการส่งออก นนทบุร

ในโอกาสนี้ได้มีการสัมมนาเผยแพร่ความรู้มาตรการด้านการเงินเพื่อสนับสนุนการส่งออกของทั้ง 3 สถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเพื่อกระตุ้นการส่งออกในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการส่งออกให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ทั้งมาตรการ EXIM Surance เพื่อการประกันการส่งออกของ EXIM Bank, มาตรการ SME Power ซึ่งเป็นการบริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของ SME Bank และมาตรการ SME Easy Guarantee ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือ บสย. ที่เป็นการให้บริการค้ำประกันสินเชื่อแบบอนุมัติง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้ ในงานดังกล่าวได้จัดให้มีการจัดตั้งคูหาหน่วยบริการเคลื่อนที่ของทั้ง 3 สถาบันการเงินมาเปิดให้คำปรึกษาแนะนำระหว่างการสัมมนา และกรมส่งเสริมการส่งออกได้จัดคูหาให้คำปรึกษาแนะนำด้วยเช่นกัน ซึ่งได้รับความสนใจสอบถามขอคำแนะนำจากผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ในส่วนของการลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU นั้นมีสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจส่งออก 23 สมาคมเข้าร่วมลงนามทั้งสินค้าและธุรกิจบริการ อาทิเช่น สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน สมาคมเครื่องหนังไทย สมาคมแฟรนไชส์ไทย เป็นต้น

การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออกนี้จะทำให้ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมีสภาพคล่องในการผลิตและส่งออกสินค้าเกิดการจ้างงานต่อเนื่อง คนงานจะไม่ถูกเลิกจ้างและมูลค่าการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มาตรการสนับสนุนด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการถือเป็นมาตรการที่ให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด
แหล่งข่าว : กระทรวงพาณิชย์

งานมหกรรมธุรกิจ สร้างอาชีพ Rainbow Fair 2009

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธานเปิดงานมหกรรมธุรกิจ สร้างอาชีพ Rainbow Fair 2009 เมื่อเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2552 ณ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2552 ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริต์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า งานมหกรรมธุรกิจ สร้างอาชีพ Rainbow Fair 2009 จัดขึ้นตามโครงการเรนโบว์ ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สมาคมการค้า และผู้ประกอบธุรกิจทั้ง 7 ช่องทาง ด้วยมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี โดยการนำธุรกิจที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ประกอบด้วย ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ธุรกิจการตลาดแบบตรง ธุรกิจกำจัดขยะเพื่อรีไซเคิลหรือธุรกิจสีเขียว ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และแหล่งการค้าแห่งใหม่ มาช่วยเหลือผู้ว่างงาน นักศึกษาที่จบใหม่ให้มีธุรกิจ มีอาชีพ กิจกรรมภายใต้โครงการที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าร่วมงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับสมัครผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจ ซึ่งนับตั้งแต่การประกาศนโยบาย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้รับรู้ข้อมูลกว่า 150,000 ราย สนใจจะทำธุรกิจเกือบ 50,000 ราย โดยมีผู้ลงทุนทำธุรกิจในธุรกิจแฟรนไชส์กว่า 1,000 ราย มูลค่าการลงทุนกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ลงทุนประมาณ 60 – 100 ล้านบาท


การจัดมหกรรมธุรกิจ สร้างอาชีพ หรือ Rainbow Fair ครั้งนี้ มีองค์ประกอบที่จะแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรคือ มีธุรกิจให้เลือก มีความรู้ที่จะนำไปใช้ในการทำธุรกิจจากผู้รู้และผู้ประกอบธุรกิจที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ มีศูนย์ปรึกษาธุรกิจ หรือ Business Clinic ที่จะให้คำปรึกษาแนะทำทางด้านธุรกิจ รวมทั้งคำแนะนำจากหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ซึ่งคาดว่างานนี้ จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100,000 ราย และก่อให้เกิดธุรกิจรายใหม่ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจ E-Commerce ไม่น้อยกว่า 50,000 ราย
แหล่งข่าว : กระทรวงพาณิชย์

ลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2552 ณ ห้าง บิ๊กซี สาขาติวานนท์ ว่า
ดิฉันมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง “ความร่วมมือในการส่งเสริมการรับซื้อและการจัดจำหน่ายผลิตผักและผลไม้ไทย” ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ห้างบิ๊กซี ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ในวันนี้
กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนทุกระดับมีความอยู่ดีกินดี ดิฉันจึงได้มอบนโยบายการผลักดันผลิตผลการเกษตร และให้การสนับสนุนด้านการตลาดแก่สินค้าเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภาคการเกษตรมีมูลค่ากว่าร้อยละ 11 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) และเกี่ยวข้องกับร้อยละ 40 ของแรงงานทั้งหมดของประเทศไทย
ในด้านการส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รณรงค์ให้คนไทยบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น และสนับสนุนอุตสาหกรรมผลไม้แปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และรองรับผลผลิตส่วนเกินที่ออกมาในตลาด
สำหรับด้านการตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการส่งออก ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก อาทิ การจัดการแสดงสินค้าอาหารนานาชาติในไทย การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร และการส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพ สินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ในตลาดหลักและตลาดใหม่
ทั้งนี้ ในปัจจุบันช่องทางการระบายผลิตผลการเกษตรของไทยที่สำคัญ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ช่องทาง Modern Trade หรือการกระจายสินค้าผ่านห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั่วราชอาณาจักรไทย และทั่วโลก
สำหรับวัตถุประสงค์ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ ในครั้งนี้ อยู่บนพื้นฐานของมิตรไมตรีและการเป็นพันธมิตรกันยาวนาน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง กระทรวงพาณิชย์ และบริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จึงเห็นสมควร จัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการรับซื้อ และส่งออกผลิตผลการเกษตรของไทย ผ่านสาขาห้างบิ๊กซี ทั่วราชอาณาจักรไทย และผ่านเครือข่ายกลุ่มคาสิโน ทั่วโลก โดยมีเนื้อหาที่สำคัญ คือ
1. จะเพิ่มปริมาณการรับซื้อผลผลิตผักและผลไม้ที่เป็นประจำฤดูกาล และเป็นประจำปี ที่มีคุณภาพที่เหมาะสมจากภาคการเกษตรภายในประเทศ ในปี พ.ศ.2552 อีกอย่างน้อยร้อยละ 10 โดยคิดเป็นปริมาณการรับซื้อทั้งหมด 10,000 ตัน ในตลอดปี พ.ศ.2552 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 180 – 200 ล้านบาท
2. จะส่งเสริมการจำหน่ายผัก และผลไม้ไทยที่เป็นประจำฤดูกาลของไทย ตลอดจนผักและผลไม้ไทยประจำปีจากเกษตรกรไทย ในทุกสาขาของบิ๊กซีทั่วประเทศ ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการขายของบิ๊กซี
3. จะส่งเสริมและพัฒนาผักและผลไม้จากเกษตรกรไทย ทั้งด้านการสร้างภาพลักษณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผักและผลไม้ไทย โดยจัดพื้นที่จำหน่ายเฉพาะส่วน พร้อมติดป้ายเจาะจงว่าเป็นสินค้าไทยแยกออกจากสินค้าอื่น รวมทั้งให้ความรู้ด้านวิชาการให้แก่เกษตรกรไทย โดยผ่านทางสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการคุณภาพ GAP ได้ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดรองรับสินค้าผักและผลไม้แปรรูป อันเป็นการสร้างความเป็นบูรณการทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย
4. จะส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรมระดับท้องถิ่น หรือ OTOP ด้วยการจัดเตรียมพื้นที่ โดยไม่คิดค่าเช่า ใน 67 สาขาทั่วประเทศ สำหรับจำหน่ายสินค้า OTOP และสนับสนุนพื้นที่ของสาขา เพื่อการจัดนิทรรศการ OTOP ทั้งในระดับย่อย และระดับประเทศด้วย
5. และจะให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ ในการเป็นผู้ดำเนินการประสานงาน เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับผักและผลไม้จากภาคการเกษตรไทย รวมทั้งสินค้าประเภทอื่นๆ โดยบิ๊กซีจะติดต่อประสานงานกับบริษัทในกลุ่ม (ห้าง) คาสิโน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย ในสาขาต่างๆ ของเครือข่ายกลุ่ม (ห้าง) คาสิโน

แหล่งข่าว : กระทรวงพาณิชย์

ธ.ก.ส.เตรียมรับมือลำไยล้นตลาดชี้พื้นที่ปลูกเพิ่มกระทบราคาลดลง

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ รักษาการแทนผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.เตรียมจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทางลำไยไทย” ที่ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ เพื่อสะท้อนปัญหาและเตรียมความพร้อมในการจัดการผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกสู่ตลาดในเดือนกรกฎาคม รวมทั้งทบทวนบทบาทและกลไกการจัดการผลผลิตตามมาตรการการแก้ไขปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำเนื่องมาจากลำไยล้นตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้รายงานแนวโน้มการผลิตลำไยปี 2552 ว่า พื้นที่ให้ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้น 2.13% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.82% ปริมาณการส่งออกลำไยสดและผลิตภัณฑ์จากลำไยเพิ่มขึ้น 10% โดยประเทศจีนเป็นตลาดหลักที่มีความต้องการบริโภค อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาลำไยสดและลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นส่วนการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ภาครัฐมีโครงการรับจำนำผลผลิตลำไยอบแห้งทั้งเปลือกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากปัญหาราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่คาดหวังว่ามาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐจะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านราคาให้ เกษตรกรจึงเพิ่มพื้นที่การปลูก ขณะที่การแปรรูปลำไยยังคงมีข้อจำกัดทั้งขาดเทคโนโลยี ขาดเงินลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ในการแปรรูป ตลอดจนการขาดกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายและการรวมกลุ่มเพื่อการแปรรูปลำไยและการตลาด

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เตือนผู้ส่งออกไทยตรวจสารเคมีตกค้างในผลไม้ที่ส่งไปแคนาดา

เตือนผู้ส่งออกไทยตรวจสารเคมีตกค้างในผลไม้ที่ส่งไปแคนาดานางสาวชุติมา บุณยประภัศร รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า หน่วยงาน Canadian Food Inspection Agency (CFIA) ได้ตรวจพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานที่แคนาดากำหนดในผลไม้ 2 ชนิด ได้แก่ ส้ม (Honey Madarin) และมะพร้าว (Fresh coconut) ของไทย โดยสารเคมีที่ตรวจพบได้แก่สาร Profenofos และสาร Carbendazim ซึ่งแคนาดากำหนดให้มีปริมาณตกค้างได้ไม่เกินกว่า 0.1 ppm. ขั้นตอนการตรวจสอบสารตกค้างในผลไม้ของหน่วยงาน CFIA มีดังนี้1. สุ่มตรวจจากจุดจำหน่ายในร้านค้าปลีก2. ผลไม้ที่พบปริมาณสารตกค้างเกินกว่าที่กำหนดจะถูกตรวจสอบตามมาตรการในกลุ่ม “เฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ” (surveillance phase) โดยทำการกักกันและตรวจสอบผลไม้ที่นำเข้าจากบริษัทเดียวกันนี้ไปอีก 5 ล็อต (loads)3. หาก CFIA พบว่าสินค้าในล็อตมีสารตกค้างต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะย้ายผลิตภัณฑ์ออกจากกลุ่ม “เฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ” เป็น “เฝ้าระวัง” (monitoring phase)4. หาก CFIA พบว่าสินค้าในล็อตยังคงมีสารตกค้างสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะย้ายผลิตภัณฑ์เป็นกลุ่ม “compliance phase” ซึ่งต้องถูกตรวจสอบสารตกค้างอย่างถี่ถ้วน โดยสินค้าทุกล็อตต้องได้รับใบรับรองจากห้องวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก CFIA อย่างไรก็ดีผู้ส่งออกสามารถตรวจสอบมาตรฐานผลไม้นำเข้าที่แคนาดากำหนดได้ที่เว็บไซต์ http://www.inspection.gc.ca/english/fssa/frefra/cdnreqe.shtml รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยส่งผลไม้ไปยังตลาดแคนาดา ปีละประมาณ 250 ล้านบาท ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องระมัดระวังไม่ให้มีสารตกค้างในผลไม้ รวมทั้งสินค้าอาหาร เพื่อเป็นการรักษาตลาด และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าของไทยในตลาดโลกอีกด้วย
แหล่งข่าว : กรมการค้าต่างประเทศ

สถาบันอาหาร แนะผู้ประกอบการอาหารขยายสินค้าอาหารไปยัง "รัสเซีย"

สถาบันอาหาร แนะผู้ประกอบการอาหารขยายสินค้าอาหารไปยัง "รัสเซีย" ที่มีนำเข้าสินค้าอาหาร เช่น ข้าว ผักผลไม้สด อาหารทะเลสด และอาหารแปรรูปถึง 50%นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้มุ่งเน้นการขยายตลาดการส่งออกสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ เพื่อเป็นการลดการพึ่งพิงตลาดหลักเดิมที่เริ่มมีแนวโน้มความต้องการที่อิ่มตัว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เช่น จีน อินเดีย และรัสเซียโดยเฉพาะตลาดรัสเซีย ถือได้ว่าเป็นตลาดใหม่ที่ประเทศไทยให้ความสนใจอย่างสูง เนื่องจากเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าอาหารถึงกว่าร้อยละ 50 เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ รวมถึงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศรัสเซียเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของผู้บริโภคในประเทศรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นตามมา กลุ่มสินค้าอาหารนำเข้าที่สำคัญของรัสเซีย ได้แก่ ข้าว ผักผลไม้สด อาหารทะเลสด และอาหารแปรรูป ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยบางรายสามารถนำสินค้าเข้าไปตีตลาดได้แล้ว โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่มีวางจำหน่ายอยู่ที่ตลาดสดและซุปเปอร์มาเกตระดับบน ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อลูก และผลไม้อื่นๆ ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน อาทิ สับปะรด กล้วย มะม่วง และทับทิม เป็นต้น และในส่วนของผักที่นิยมบริโภค ได้แก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ผักกาด แตงกวา และมันฝรั่ง ทั้งนี้สินค้าอีกประเภทที่ประเทศไทยมีโอกาสในตลาดรัสเซีย คือ ข้าว เนื่องจากปัจจุบันปริมาณการบริโภคข้าวของชาวรัสเซียมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น ประเทศรัสเซียยังถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพอันดับต้นๆ เนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยการส่งออกน้ำมัน สินค้าพลังงาน แร่ธาตุ รวมถึงสินค้าอาวุธยุทธปัจจัย ซึ่งทำให้ยังคงมีกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงอยู่จำนวนหนึ่ง โดยตลาดกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพสูง และปัจจัยด้านราคาไม่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคนัก ซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอาหารของไทยน่าจะสามารถเจาะตลาดเข้าไป

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สารเคมีอันตรายในสินค้าโซฟาหนังจากประเทศจีน

สารเคมีอันตรายในสินค้าโซฟาหนังจากประเทศจีน นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักข่าวบีบีซีของสหราชอาณาจักรรายงานข่าวว่า ชาวอังกฤษมากกว่า 1,600 คน ยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่หลายรายในสหราชอาณาจักรประกอบด้วย Argos, Walmsleys, Land of Leather และผู้ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์อีก 11 ราย ในฐานที่จำหน่ายโซฟาที่มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนังอย่างรุนแรง ซึ่งผลิตโดยบริษัทจากประเทศจีนที่ใช้ชื่อว่า Link wise และ Eurosofa ซึ่งถูกตรวจพบสารเคมีที่ใช้ในการระงับการแพร่ของเชื้อรา Dimethyl Fumarate (DMF) ในปริมาณสูง สารเคมีดังกล่าวจะระเหยเข้าไปในผืนหนังหุ้มโซฟา และซึมเข้าไปในผิวหนังบริเวณที่สัมผัสของผู้ใช้ ส่งผลให้เกิดอาการคันและเกิดอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง ขณะนี้บริษัท Argos และ Walmsleys ได้ เรียกคืนและชดใช้ค่าโซฟาแล้ว จำนวน 30,000 ชุด และหยุดจำหน่ายแล้ว ปัจจุบันประเทศสมาชิกอียูเห็นชอบประกาศร่างการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการยุโรป ห้ามการใช้สาร DMF ในสินค้าที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลถึงการนำเข้าสินค้าจากเอเชียโดยเฉพาะจากประเทศจีนที่นิยมใช้สารเคมีนี้ในการระงับเชื้อราอันเกิดจากความชื้นในการเก็บสินค้าในโกดังและระหว่างการขนส่ง รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปสหราชอาณาจักร มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 5,011 ล้านบาท (ปี 2549-2551) ในปี 2551 ไทยส่งออกมูลค่า 4,585 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 14 ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่จะส่งสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไปสหราชอาณาจักร จึงขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการไทยให้หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีดังกล่าว เพื่อให้สินค้าไม่ถูกกัก ณ ด่านนำเข้า

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ